แนวทางในการพิจารณาประกันภัยว่าทำอันไหนก่อนดี

แนวทางในการพิจารณาอยู่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. ดูว่าเรามีสวัสดิการคุ้มครองเรื่องอะไรอยู่แล้วบ้าง

ไปตรวจ แล้วลิสต์ดูซิว่า ขณะนี้ พวกเรามีผลประโยชน์อะไรอยู่บ้าง ที่ครอบคลุมเรื่องรักษาพยาบาล, อุบัติเหตุ หรือชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ประกันสังคม, บัตรทอง, ประกันกลุ่ม หรือประกันอุบัติเหตุจากที่ทำงาน แล้วที่มี มีอยู่มากแค่ไหน? ครอบคลุมวงเงินที่จำเป็นจะต้องส่วนตัวสำหรับเรามากน้อยแค่ไหน? กี่เปอร์เซ็น ถ้าหากยังไม่ครอบคลุม แล้วส่วนที่ขาด ที่จะต้องทำเพิ่มแต่ละอย่าง นึกออกมาแล้วเป็นเบี้ยเท่าไร

เช่น เรามีประกันสังคม และประกันกลุ่ม ที่มีวงเงินค่ารักษาในการผ่าตัดอยู่ปีละ 10,000 บาท ค่าห้อง 2,000 บาท คุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิต 100,000 บาท แต่เราต้องการนอนโรงพยาบาลค่าห้อง 4,000 บาท วงเงินค่าผ่าตัดประมาณ 500,000 บาท วงเงินคุ้มครองชีวิตประมาณ 3,000,000 ล้าน ทำให้ค่าห้องยังขาดอยู่ 2,000 บาท ไปดูประกันสุขภาพที่ค่าห้อง 2,000 บาท วงเงินค่าผ่าตัด 500,000 บาท เบี้ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท และประกันชีวิตยังขาดอยู่อีก 2,900,000 บาท เบี้ยอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท สรุปแล้ว ถ้าเราจะทำประกันเพิ่มให้ครอบคลุม เราต้องจ่ายเพิ่มอีกปีละ 20,000 + 60,000 = 80,000 บาท เป็นต้น

2. ดูว่าเรามีงบประมาณในการทำประกันทั้งหมดต่อปีอยู่เท่าไหร่

สำรวจกระเป๋าสตางค์เราดูก่อนว่า เราพอจะมีงบในการจ่ายค่าเบี้ยทั้งหมด ต่อปี ประมาณกี่บาท ครอบคลุมส่วนขาดที่เราต้องทำเพิ่มทั้งหมดหรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุม ให้พิจารณาตามข้อ 3.

3. ถ้ามีสวัสดิการอยู่บ้าง ให้เลือกทำประกันที่ไม่มีสวัสดิการ หรือมีสวัสดิการน้อยที่สุดก่อน ไปพร้อมๆกับประกันที่ค่าเบี้ยถูกกว่า (ถ้าทำได้)

เช่น เรามีสวัสดิการ ประกันอุบัติเหตุ ครอบคลุม 50% ของทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องมี ประกันสุขภาพ 20% ของทั้งหมด ประกันชีวิต 10% ของทั้งหมด เราอาจจะพิจารณาเลือกทำประกันชีวิตเพิ่มก่อน เพราะตอนนี้ยังขาดอยู่มากที่สุด แต่ถ้างบประมาณที่มี ต่อให้ทุ่มทั้งหมดไปทำประกันชีวิต ก็อาจจะทำได้ครอบคลุมเพิ่มเป็น 60% เราก็อาจจะทำประกันชีวิตให้เพิ่มมาเป็น 50% แล้วเงินที่เหลือ ไปทำประกันอุบัติเหตุที่เบี้ยถูกกว่ามากๆ อาจจะทำให้ประกันอุบัติเหตุครอบคลุมเพิ่มขึ้นมาเป็น 100% เลยก็ได้ แบบนี้ก็จะเป็นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

4. ถ้าไม่มีสวัสดิการเลย ให้เลือกทำประกันที่เน้นคุ้มครองตัวเองก่อน ในราคาที่น้อยที่สุด

สมมุติว่า พวกเรามีเรื่องที่ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองอยู่ 2 เรื่อง ตัวอย่างเช่น รับรองอุบัติเหตุ กับสัญญาประกัน ก็ให้พวกเราเลือกทำประกันที่คุ้มครองตัวเราก่อนเป็นหลัก เป็นประกันอุบัติเหตุ (เพราะว่าพวกเราควรจะช่วยเหลือตัวเองให้รอดก่อน ก่อนที่จะไปช่วยเหลือผู้อื่น แถมใช้เงินน้อยกว่า เนื่องจากเบี้ยถูกกว่า) แล้วก็ถ้าเกิดประกันชีวิต พวกเราจะทำเพื่อเน้นย้ำออม การันตีเงินจุดหมาย พวกเราก็บางทีก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องแปรไปใช้เครื่องไม้เครื่องมืออื่น แต่ว่าเพิ่มการเสี่ยงเข้ามา เพื่อที่จะได้ให้พวกเราบรรลุจุดประสงค์ได้โดยใช้เงินออมน้อยกว่า อาทิเช่น กองทุนรวม ฯลฯ แทนก็ได้ เพราะเหตุว่าหากพวกเราแบ่งไปทำประกันชีวิตแบบเน้นออมเงิน พวกเราบางทีอาจได้การันตีเงินออมก็จริง แม้กระนั้นพวกเราก็จะแทบจะไม่เหลือเงินไปใช้คุ้มครองป้องกันการเสี่ยงอันอื่นเลย ก็จะเป็นการบริหารที่ไม่มีความสามารถอีก สิ่งเดียวกัน

โดยหลักการแล้ว ประกันอุบัติเหตุจะเบี้ยถูกที่สุด (ประมาณ 3,000-5,000 บาท) รองลงมาเป็นประกันสุขภาพ (ตั้งแต่หมื่นต้นๆ ถึงหลายหมื่นต่อปี แล้วแต่อายุ) และแพงที่สุดคือประกันชีวิต (ถ้าจะทำให้ครอบคลุม อาจจะประมาณหลายหมื่น จนถึงหลักแสน) ดังนั้นเวลาเราพิจารณาว่าควรจะเลือกทำประกันอะไรก่อนหลัง ต้องพิจารณาจากทั้ง ส่วนที่ขาด / ค่าเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่ม / งบประมาณในการจ่ายเบี้ย ทั้ง 3 กรณีไปพร้อมๆกับหลักการ “เน้นคุ้มครองตัวเองก่อน” นั่นเอง ดังนั้นถ้าใครมีงบประมาณน้อย แค่ปีละไม่กี่พัน หรือหลักหมื่นต้นๆ ก็ควรจะเริ่มคุ้มครองตัวเองจากการทำประกันอุบัติเหตุก่อน (ถ้าไม่มีสวัสดิการ) แล้วจึงค่อยพิจารณาทำประกันอื่นๆตามทีหลัง แต่ใครที่มีงบประมาณมากกว่านั้น ก็ต้องพิจารณา จัดสรรการทำประกันแต่ละอย่างให้พอดีๆ เพื่อไม่ให้เน้นทำด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จนด้านอื่นแทบไม่มีความคุ้มครองเลย นั่นเองครับ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://m-sel.com/